เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
วารีดุริยางค์ ทางสู่ความสงบ

 

 

              วารีดุริยางค์  กวีนิพนธ์ขนาดยาว 200 คำกลอน เป็นผลงานวรรณศิลป์ที่รังสรรค์โดยคุณเนาวรัตน์  พงศ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2536  มีแนวคิดให้ตระหนักในสัจธรรมของชีวิต จนสามารถปล่อยวางทุกสิ่งที่อยู่รอบกาย  เพื่อกล่อมเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์  สงบแลเยือกเย็น ดุจเช่นธรรมชาติที่งดงามไร้เครื่องปรุงแต่ง อันเป็นแรงบันดาลใจให้กวีบรรจงถักร้อยถ้อยคำลำนำออกมาเป็นคำกลอนที่ไพเราะเสนาะโสตดังฟัง “มโหรีจากราวป่า” และเลื่อนไหลดุจสายธารา จูงใจให้ดื่มด่ำกับธรรมชาติที่ใช้วัตถุดิบจากตัวอักษรแทนพู่กันแลหมึกวาดภาพได้อย่างน่าอภิรมย์  กอปรกับแฝงปรัชญาอันเฉียบคมไว้อย่างแยบคาย

 

                บทร้อยกรอง วารีดุริยางค์ กวีเลือกใช้ฉันทลักษณ์ประเภทกลอนสุภาพ ซึ่งมีลีลาแลท่วงทำนองเนิบช้า อ้อยอิ่ง ฉายภาพธรรมชาติที่งดงาม และสะท้อนสัจธรรมที่โน้มนำจิตใจให้ “อยู่ได้โดยพบสงบนิ่ง”  มีความเหมาะสมยิ่งนัก เพราะกวีต้องการให้ผู้อ่านดื่มด่ำในความงามแลความสงบที่แท้จริงของธรรมชาติอันปราศจากการปรุงแต่งแห่งมวลกิเลสตัณหา แล้วค่อยจูงใจให้พบกับสัจธรรมอันนำชีวิตไปสู่ความสุขอันนิจนิรันดร์ ท่วงทำนองกลอนจึงต้องเอื่อยไหลดุจสายน้ำอันฉ่ำเย็นที่ค่อย ๆ ลอดเร้นกระเซ็นซ่านเข้าไปชโลมล้างลูบไล้จิตใจที่ตรึงแน่นด้วยกิเลส ให้ใสสะอาดปราศบ่วงคล้องแห่งตัณหา แล้วค่อยพาพบสัจธรรมอันล้ำค่าอย่างหาที่สุดไม่ได้ เพราะหากใช้ฉันทลักษณ์ประเภทอื่น อาจจะสื่อภาพได้ไม่ชัดเจนและสื่อความได้ไม่ชัดแจ้งอย่างกลอนสุภาพดังกล่าวมาแล้วแต่เบื้องต้น

 

 

กวีมีกลวิธีการนำเสนอเรื่องราวที่เร้าความสนใจผู้อ่านด้วยการเชิญชวนให้เข้าสู่โลกธรรมชาติแลสัจธรรมในตอนต้น ความว่า

 

 

                           “ปิดดวงตาน่ารักพักเหนื่อยล้า                          ลบน้ำตาจากหน้าสวยด้วยยิ้มหวาน

ซอสายทิพย์กระซิบบอกดอกไม้บาน                               เล่านิทานที่อยากฟังอย่างปราน

            ขวัญเจ้าเอยจงสะอางกลางป่าแก้ว                    จะเจื้อยแจ้วจับใจเพลงไผ่สี

ฟังลำนำนกร้องกรองกวี                                                    เคล้าวารีดุริยางค์หลั่งจำเรียง”

 

                                                                                                                                                                (หน้า 11)

 

จากบทกลอนเกริ่นนำข้างต้นได้สื่อความเชิญชวนให้ผู้อ่านที่ “เหนื่อยล้า” จาก “ความคิดขันแข่งปรุงแต่งจิต” มาฟังเสียง “ชื่นสุคันธ์สังคีตประณีตฉ่ำ” จาก “ลำนำนกร้องกรองกวี” “เพลงไผ่สี” และ“ซอสายทิพย์” ที่จะ “กระซิบบอก” แล “เล่านิทานที่อยากฟังอย่างปรานี”

 

พึงสังเกตว่ากวีมุ่งสะท้อนให้เห็นภาพของมนุษย์ที่สั่งสมบ่มกิเลสจนสุกงอมได้ที่ แล้วหลีกหนีมาหลบบำบัดจิตใจ โดยใช้ธรรมชาติที่งดงามแลสงบคลายความทุกขเวทนาอันได้รับมาจากโลกียภพ  ซึ่งกลวิธีนี้มีผลตอกย้ำให้ผู้อ่านเกิดความซาบซึ้งตรึงใจและเห็นคุณค่าของธรรมชาติ จนนำไปสู่การเข้าถึงหลักสามัญสัจจ์ง่ายยิ่งขึ้น

 

เนื้อหาในกวีนิพนธ์ที่ต่อจากบทเกริ่นนำและก่อนถึงบทสรุปสุดท้าย กวีได้ใช้กลวิธีนำเสนอภาพธรรมชาติที่เป็นไปตามสามัญลักษณะ สลับกับหลักสัจธรรมที่แฝงไว้ในคำกลอนอย่างแยบยล เช่น

 

 

“แผ่นดินมีที่ต่ำให้น้ำไหล                                  แผ่นฟ้าว่างกว้างใหญ่ให้นกเหิน

ทุกสิ่งมีมากมายให้หลงเพลิน                                           ใจจึงเกินใจระงับบังคับคิด”

 

 

(หน้า 26)

 

จากบทประพันธ์  ผู้อ่านสามารถทราบถึงสามัญลักษณะของแผ่นดินที่ย่อมลาดลงสู่เบื้องต่ำ โดยมีสายน้ำไหลทาบฉาบทาตามพื้นผิว ผืนฟ้าที่แลดูสูงลิ่วแลกว้างใหญ่ย่อมเป็นที่อิงอาศัยใช้โบยบินของมวลปักษินชาติ และทราบถึงสัจธรรมอันเป็นแนวคิดว่าเหตุที่ใจเรามีกิเลส ก็เพราะผลที่เกิดจากความหลากหลายของเหล่าอามิสเครื่องล่อที่คอยล้อท้าทายให้มนุษย์ก้าวถึงจุดเกิดกิเลสตัณหา

 

ด้วยกลเม็ดดังกล่าวส่งผลให้ผู้อ่านไม่รู้สึกเบื่อหน่ายในหลักสัจธรรม กลับนำให้เพลิดเพลินในสุนทรีย์แห่งจินตภาพอันรื่นรมย์ และเสียงคำกลอนที่อุดมด้วยอรรถรสอันพริ้งไพเราะ ซึ่งหลักสัจธรรมนั้นเปรียบได้กับยาที่มีรสขมยากที่ผู้ป่วยจะอมกลืนลงคอได้ แพทย์นั้นย่อมต้องใช้น้ำมธุรสจากบทกลอนอันอ่อนหวานเพื่อช่วยปลดเปลื้องความขมให้จางลงพอที่ผู้ป่วยหรือปุถุชนทั่วไปพึงรับได้โดยดุษณี

 

บทสรุปความตอนท้ายมีความสัมพันธ์อันสอดรับกับชื่อเรื่อง “วารีดุริยางค์”  และลำดับตามเนื้อความของเรื่องทั้งหมด ความว่า

 

                                “ฟังสายน้ำพร่ำเพลงบรรเลงรับ                       ปลุกกมลคนหลับให้กลับตื่น

ดูดาวเหนือเด่นนำในค่ำคืน                                               ปลุกชีพชื่นยืนหยัดสัจธรรม”

 

(หน้า 63)

 

เนื้อความในวรรคแรกนั้นสอดคล้องกับชื่อเรื่อง “วารีดุริยางค์” เพราะมีทำนองการขับลำนำคำกลอนอันอ่อนโยนดุจ สายธารา และเนื้อหาภายในเรื่องก็ได้ปลุกให้ “คนหลับ” หรือมนุษย์ผู้จมอยู่ในห้วงกิเลสตัณหา หันมาดื่มด่ำในความงามแห่งธรรมชาติที่ปราศจากเครื่องปรุงแต่ง และดำรงชีพตามหลักสัจธรรมที่แฝงอยู่ทั่วไปในร้อยกรอง ซึ่งตรงกับข้อความในวรรคที่สอง สาม และสี่ตามลำดับ

 

 

                จะเห็นได้ว่ากลวิธีการนำเสนอบทกวีนิพนธ์มีการวางแปลนไว้อย่างเป็นระบบ เร้าความสนใจจากผู้เสพวรรณกรรม และการเรียงลำดับเนื้อความก็สอดรับกับชื่อเรื่องได้แนบสนิท จนทำให้ผู้อ่านได้ทั้งความเพลิดเพลินและเจริญปัญญาโดยสมบูรณ์

 

 

กวีได้นำเสนอแนวคิดที่มุ่งโน้มจิตใจผู้อ่านให้เข้าสู่ห้วงธรรมารมณ์ โดยใช้ฉากธรรมชาติเป็นสื่อกลางถ่ายทอดสัจธรรมอันล้ำค่า และรจนาผ่านภาษาที่พริ้งไพเราะ ซึ่งแนวคิดหลักคือ การปล่อยวาง และชำระล้างจิตใจให้ใสบริสุทธิ์ จนถึงจุดที่หลุดพ้นจากบ่วงกิเลสตัณหา แต่กระนั้น กวียังคงแฝงแนวคิดรองที่สำคัญแลน่าสนใจไว้อีกหลายประการ เช่น 

 

 

“รุ่งอีกวันหวั่นว่าจะมาถึง                                  คือวันหนึ่งวันหนึ่งซึ่งเร็วรี่

วันแห่งวานผ่านมาทุกนาที                                               เพิ่มชีวีพรากชีวันผันชีวิต”

“คมเวลามากร่อนค่อยรอนลิด                           ทีละนิดทีละนิดกว่าปลิดปลง”

“จงมีนามความฝันกับวันนี้                               จงอย่ามียึดมั่นกับวันไหน”

“ดอกไม้น้ำงามเหงาเมื่อเช้าชื่น                       พอเย็นย่ำค่ำคืนชื่นก็หาย”

 

 

                             (หน้า 28 , 45 , 58 ตามลำดับ )

 

 

บทประพันธ์ข้างต้นล้วนแสดงความไม่แน่นอนของทุกสรรพสิ่ง ซึ่งตรงกับไตรลักษณ์ทางพุทธศาสนาที่ว่าด้วยความเป็นธรรมดาของโลกคือล้วนต้องเผชิญกับอนิจจังหรือความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ต้องเวียนว่ายในวงจรสังสารวัฏเพราะอนัตตาหรือความไม่มีตัวตน และล้วนต้องเวียนวนทนทุกขเวทนาจากทุกขัง กวีจึงมุ่งเตือนผู้อ่านไม่ให้พลั้งเผลอจิตคิด “ปรุงแต่งแสร้งความตามนิยม”  จนก่อกำเนิดเป็นสังคมอัน “โสโครก” ด้วย “อัปปมาท” หรือความไม่ประมาทตามหลักศาสนาพุทธ โดยการจุดประกายแสงสว่างทางปัญญา “เพื่อได้รู้และได้เห็นตามเป็นจริง”

 

                               “ไม่ไยดีปรีดาประสาโลก                                   ไม่ทุกข์โศกเสียใจหรือไห้หวน

มีความสุขอยู่ทุกยามตามที่ควร                                         ไม่ปั่นป่วนไปตามความเร่าร้อน”

 

(หน้า 23)

 

             บทนี้มุ่งเสนอแนวคิดให้ผู้อ่านมีความมั่งคงทางจิตใจโดยไม่คิดหวั่นไหวไปตามโลกธรรม อันได้แก่ สุข ทุกข์ ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ สรรเสริญ และนินทา เพราะทุกสิ่งที่ได้มาล้วนไม่ยั่งยืนถาวร ด้วยต้องยอกย้อนผันแปรไปตามกระแสกาลที่พาดผ่านพ้นไป โดยทำจิตใจให้ “เหมือนทุกก้อนกรวดทราย”  ที่สามารถ “ยืนอยู่ได้โดย  ภพสงบนิ่ง”  เพราะไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งที่มากระทบ  เช่น  ความเร่าร้อนจากแสงอาทิตย์ความเยือกเย็นจากน้ำทะเล ฯลฯ 

 

 

“ขอกายเจ้าจงเป็นเช่นต้นไม้                             ยืนอยู่ได้โดยภพสงบนิ่ง

เพื่อแผ่ร่มเป็นหลักให้พักพิง                                             แต่งดอกพริ้งผลัดฤดูอยู่ชั่วกาล”

 

(หน้า 20)

 

บทนี้ได้ชี้นำแนวทางปฏิบัติหลังจากที่ผู้อ่านได้สลัดตัดเครื่องปรุงแต่งแห่งมวลกิเลสตัณหาแล้วจนหมดสิ้น จึงค่อยเริ่มผันผินจิตใจมาใฝ่ความสงบอันนิรันดร์  พร้อมทั้งแบ่งปันวิมุตติสุขนี้แก่เพื่อนมนุษย์ที่ยังไม่หลุดพ้นจากมนต์สะกดของอำนาจฝ่ายต่ำ

 

 

                พึงสังเกตว่ากวีจงใจใช้ธรรมชาติที่ปราศจากเครื่องปรุงแต่งแห่งมวลกิเลสตัณหา เป็นตัวแทนพรรณนาสัจธรรม เพื่อผู้อ่านจะได้น้อมนำมาปฏิบัติตามโดยง่าย เพราะในสามัญสำนึกของมนุษย์นั้นย่อมต่อต้านคำสั่งสอนของมนุษย์ด้วยกันเอง เพราะถือว่ามนุษย์ทุกคนล้วนแต่ยังไม่หลุดพ้นจากกามารมณ์ กวีจึงใช้ธรรมชาติ มีต้นไม้ สายน้ำ เป็นต้น มากล่าวแทน จึงยังผลให้เกิดประสิทธิภาพมากกว่า  เพราะมนุษย์คิดว่าธรรมชาติคือสิ่งบริสุทธิ์  ย่อมชี้นำแนวทางสว่างให้อย่างไม่หวังผลตอบแทน กลเทคนิคนี้นับว่าเป็นเอกทางการโน้มน้าวใจที่ดี 

 

 

             นอกจากฉันทลักษณ์ที่รื่นไหลดุจสายน้ำ กลวิธีนำเสนอที่เป็นระบบ โดดเด่น และแนวคิดอันมุ่งเน้นสัจธรรมแล้ว กวียังสร้างกฤติยาการแห่งวรรณศิลป์อันเป็นเสมือนเครื่องบำรุงปรุงกลอนให้มีความอ่อนหวาน และเสริมสารให้สื่อความได้เข้มข้นแลชัดเจน อำนวยผลให้บทกวีนิพนธ์เปี่ยมล้นด้วยมนต์แห่งอรรถรส อันช่วยสะกดให้ผู้อ่านได้รับสารผ่านทางรสคำแลรสความไปพร้อมกันอย่างกลมกลืน เช่น 

 

 

“ปูนิ่มน้อยนอนนิ่งทอดทิ้งคราบ                                      เจ้าหอยกาบแกะรอยกับหอยโข่ง

บ้างค้อมขดคุดคู้เหมือนอยู่โยง                                                         บ้างเดินโด่งธุดงค์ด้นไปตนเดียว”

“สงสารใจใจเจ้าเอ๋ยไม่เคยนิ่ง                                           วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว

เหมือนถูกกายกำบังกักขังใจ                                                             ใจจึงได้ดิ้นรนทุกหนทาง”

“วันแห่งวานผ่านมาทุกนาที                                             เพิ่มชีวีพรากชีวันผันชีวิต”

 

 

                            (หน้า 31 , 18 , 28 ตามลำดับ )

 

 

             จากบทประพันธ์ข้างต้น ย่อมชี้ชวนให้ผู้อ่านลุ่มหลงอยู่ในมนต์สะกดแห่งวรรณศิลป์ที่กวีได้ผจงถักร้อยตัวบทให้มีทั้งรสคำแลรสความ โดยเริ่มจากการสรรคำมาใช้เพื่อฉายภาพการเคลื่อนไหวแลไม่หยุดนิ่งของปู หอยกาบ หอยโข่ง ใจ แลกาลเวลา ด้วยคำกริยาแสดงอาการต่าง ๆ ทั้ง “นอนนิ่งทอดทิ้ง”  “แกะรอย”  “ค้อมขดคุดคู้”  “เดินโด่งธุดงค์ด้น”  “วนและวิ่ง”  “หวั่นและไหว”  “กำบังกักขัง”  “ดิ้นรน”  “ผ่าน เพิ่ม พราก ผัน”   มีการซ้ำคำ  “ใจ”  เพื่อเน้นย้ำความให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น มีการจัดวางตำแหน่งคำเพื่อแสดงจังหวะเป็นทอด ๆ เพื่อสื่อความให้ชัดเจนและเน้นกระทบอารมณ์ผู้อ่านมากขึ้นคือ “วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว” วรรคนี้เน้นเสียง /ว/ ซึ่งสื่อถึงภาพของ “ใจ” ที่ไม่เคยหยุดนิ่งเลยสักเวลา  และวรรค “เพิ่มชีวีพรากชีวันผันชีวิต” วรรคนี้นอกจากจะเน้นเสียง /พ/ เพื่อสื่อความของ “ชีวิต” ที่เพิ่มขึ้น ลดลง แลผันแปรอย่างรวดเร็วแล้ว ยังมีการหลากคำ “ชีวี  ชีวัน  ชีวิต”  เพื่อตอกย้ำความให้ดูสำคัญยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการใช้โวหารภาพพจน์เพื่อลดแลปลดเปลื้องอุปสรรคในการสร้างมโนภาพขึ้นในจิตใจของผู้อ่าน ซึ่งจากตัวบทที่ยกมานี้ล้วนใช้ “บุคคลวัต” หรือการสมมติให้สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ (ปู หอยกาบ หอยโข่ง ใจ แลกาลเวลา) มีกริยาอาการดุจมนุษย์ (ดูจากการใช้คำกริยาของแต่ละบทล้วนเป็นกริยาอาการของมนุษย์ทั้งสิ้น)

 

 

                วารีดุริยางค์ จึงควรถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเพชรน้ำเอกแห่งวงการวรรณศิลป์ไทย และควรอนุรักษ์ไว้ไม่ให้เสื่อมสูญ  เพราะสมบูรณ์ด้วยภาษาอันวิจิตรไพเราะ   และแฝงสัจธรรมอันช่วยสะเดาะกลอนถอนประตูแห่งมวลกิเลสตัณหาที่อิงอาศัยอยู่ในจิตใจของมนุษย์ให้ผุดผ่องดุจฟองอากาศที่ปราศจากภัสมธุลี

 

 

นายธีรบัณฑิต วิชญากูล

 

 

 

 

 

จำนวนผู้เข้าชม 1518    
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :