เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
ครูเคท "ถ้าเราเอาสิ่งที่เรารักไปทำเป็นธุรกิจ มันจะไม่ใช่สิ่งที่น่ารักอีกต่อไป" ...โดย...มีนาภา

         ครูเคท:ถ้าเราเอาสิ่งที่เรารักไปทำเป็นธุรกิจ 

มันจะไม่ใช่สิ่งที่น่ารักอีกต่อไป          

                                                                                                         

                                                                                    

 

          ได้รับเกียรติจากครูเคทให้สัมภาษณ์ในหลากหลายเรื่องราวที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ทั้งเรื่องราวชีวิต การงานและเรื่องส่วนตัว ในหลากหลายบทบาทที่เป็นครูเคท ที่เป็นทั้งผู้หญิงเก่ง ผ้หญิงทำงาน ที่มีความมั่นใจและความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม พร้อมทั้งบทบาทของการเป็นแม่ เป็นเจ้าของธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา และบทบาทของการเป็นนักเขียน นักแปล

-ไม่ทราบว่าตอนนี้ครูเคททำอะไรอยู่บ้างคะ       

               ครูเคทรับราชการค่ะ ตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ให้คำปรึกษาธุรกิจส่งออก

-แล้วในส่วนของธุรกิจส่วนตัวล่ะคะ โรงเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษของครูเคท ไม่ทราบว่าเป็นยังไงบ้าง

               ที่โรงเรียนก็มี 3สาขาค่ะคือ ที่พญาไท งามวงศ์วาน และก็ที่ศรีราชาค่ะ

-มีแนวโน้มที่จะขยายสาขาเพิ่มเติมมั๊ยคะ

          คงจะขยายช้าๆน่ะค่ะ คือรูปแบบโรงเรียนกวดวิชาของครูเคทจะไม่เหมือนกับที่โรงเรียนอื่น คือวิธีการเรียนการสอนจะไม่เหมือนที่อื่น และคงจะไม่สามารถขยายสาขาในลักษณะที่เป็นแบบเปรี้ยงปร้าง หรือขยายแบบในลักษณะที่เป็นแฟรนไชน์ได้น่ะค่ะ

-แล้วผลตอบรับดีมั๊ยคะ

             ดีค่ะ เปิดที่ไหนก็มีนักเรียนมาตลอด แล้วก็มีเสียงเรียกร้องจากหลายๆแหล่งว่าน่าจะเปิดตรงนั้นตรงนี้ ในส่วนของต่างจังหวัดก็มีคนมาขอซื้อแฟรนไชน์ แต่ว่าค่อนข้างลำบากจริงๆ ที่จะต้องขยายธุรกิจในลักษณะที่เป็นแฟรนไชน์น่ะค่ะ

-ในส่วนของงานเขียน งานแปลล่ะคะ ตอนนี้ครูเคทยังทำงานเขียน งานแปลอยู่รึเปล่า

           งานเขียนเหรอคะ คือช่วงนี้ก็งานเยอะมาก ไม่ค่อยได้เขียน แต่ว่าก็ยังเขียนคอลัมน์ลงในนิตยสารต่างๆค่ะ

-ครูเคทเริ่มเข้ามาในแวดวงงานเขียนได้ยังไงคะ

          โดยส่วนตัวเริ่มงานเขียนตั้งแต่อายุประมาณ15-16 ตอนสมัยเด็กๆ คุณแม่จะรับนิตยสารสตรีสารน่ะค่ะ แล้วก็จะมีคอลัมน์อันนึงที่ชื่อว่าคอลัมน์ วัยสาวหนุ่ม ซึ่งเปิดโอกาสให้คนอายุ 15-23 ส่งเรื่องสั้นไปลงคอลัมน์  ตอนนั้นครูเคทอายุ 15 ค่ะ พอเห็นคอลัมน์นี้ก็สนใจ  ก็เขียนไปและปรากฏว่าได้ลง เป็นเรื่องสั้นทั่วไปค่ะและรู้สึกว่าตัวเองสนุก แล้วก็ตื่นเต้นดี ครูเคทก็คิดพล็อตอีกแล้วก็ส่งไปอีก เขียนไปประมาณ10 ฉบับ ก็ได้ลงทุกฉบับ

-ที่บ้านมีส่วนในการผลักดันเรื่องงานเขียนอย่างไรบ้างคะ

             ในเรื่องงานเขียนที่บ้านไม่ได้ผลักดันโดยตรงค่ะ แต่สิ่งที่ที่บ้านผลักดันคือการอ่านค่ะ ครูเคทอยากจะบอกน้องๆที่อยากจะเป็นนักเขียนว่า ถ้าคุณอ่านหนังสือน้อยคุณก็จะไม่สามารถเป็นนักเขียนได้ คนที่จะเป็นนักเขียนต้องเป็นคนที่รักการอ่าน ตอนที่สมัยครูเคทเป็นเด็ก ครูเคทก็จะเห็นคุณพ่อ คุณแม่เป็นตัวอย่างตั้งแต่เล็กเลย เราจะเห็นภาพที่คุณพ่อ คุณแม่อ่านหนังสือแล้วหลับคาหนังสือ เราเห็นภาพเหล่านี้เป็นประจำ  ช่วงเสาร์-อาทิตย์หรือวันว่างๆ คุณพ่อ คุณแม่ก็จะอ่านหนังสือ ที่บ้านก็จะมีแต่หนังสือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ หนังสือนิตยสาร หรือหนังสืออ่านเล่นนะคะ หนังสือตำราเรียนของคุณพ่อ คุณแม่ก็จะสะสมไว้ สมัยที่ท่านเรียนอยู่อเมริกา สะสมไว้เต็มเลย เพราะฉะนั้น ที่บ้านก็จะเป็นบ้านที่มีแต่หนังสือรู้สึกว่าตัวเองเติบโตมาด้วยหนังสือน่ะค่ะ 

-สภาพแวดล้อมที่บ้านเอื้ออำนวยให้ครูเคทรักการอ่าน?

           ใช่ค่ะ วิธีการสอนลูกของคุณพ่อ คุณแม่ ก็คือว่าถ้าเราจะซื้อของที่ไม่จำเป็นเช่น ซื้อเสื้อใหม่ คุณพ่อ คุณแม่ก็จะบอกว่า ไหน!หนูลองให้เหตุผลมาก่อนซิว่าทำไมหนูจึงอยากได้ของสิ่งนั้น แต่ถ้ากลับกันถ้าเราบอกว่าเราขอซื้อหนังสือซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ไม่ต้องให้เหตุผลเลย แล้วคุณพ่อ คุณแม่ก็จะซื้อให้ทันทีเลย แม้ว่าจะเป็นหนังสือการ์ตูน หรือหนังสืออ่านเล่นก็จะซื้อให้ ทุกเสาร์-อาทิตย์ เรามักจะออกไปทานข้าวนอกบ้าน หลังจากนั้นคุณพ่อ คุณแม่จะพาไปร้านหนังสือ และอยู่ในนั้นหลายชั่วโมง และซื้อหนังสือกลับมากันหลายเล่ม

-ครูเคทมีพี่น้องกี่คนคะ

             มีน้องชายอีก 2 คน

                     
 

-รักการอ่านทั้ง2คนเลยรึเปล่าคะ

                 หนอนหนังสือทั้งหมดเลย ใส่แว่นหนาๆ เป็นหนอนหนังสือกันทั้งบ้าน

-แล้วงานอดิเรกหรือเวลาว่างๆจากงานประจำครูเคทชอบทำอะไรคะ

              วันว่างจากงานประจำเหรอคะ ก็จริงๆมันไม่ค่อยมีเวลาเหลือนะคะ  ถ้าว่างๆครูเคทก็จะชอบอ่านหนังสือ ซึ่งการอ่านหนังสือก็จะเป็นการเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆมาใช้ในงานเขียนด้วย ถ้าจะเรียกว่างานอดิเรกคืองานเขียนก็ได้

-ให้เวลาว่างกับครอบครัวยังไงบ้างคะ

            สำหรับครอบครัวนะคะ อันดับแรกเลย ครูเคทตั้งกฎเอาไว้ว่าจะไม่หอบงานไปทำที่บ้าน  พยายามจัดสรรเวลา ภายในหนึ่งวันให้เต็มที่ ครูเคทจะไม่ค่อยเสียเวลาไปกับการกินกาแฟหรืออ่านหนังสือพิมพ์ตอนเช้าน่ะค่ะ ตอนเช้าๆครูเคทก็จะติดตามข่าวสารจากวิทยุในรถซะเป็นส่วนใหญ่ ระหว่างก่อนถึงที่ทำงานก็จะคิดเตรียมไว้ก่อนเลยว่า วันนี้จะต้องทำอะไรบ้างและทำอย่างไร  คือครูเคทจะมีคำตอบที่สำเร็จเรียบแล้ว พอมาถึงที่ทำงานเปิดเครื่องแล้วลงมือทำเลย ครูเคทเป็นคนทำงานเร็ว ทำงานได้เยอะ เพราะไม่ค่อยเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระเท่าไหร่

-หนังสือที่ครูเคทชอบอ่านเป็นประเภทไหนคะ

          ถ้าจะอ่านด้วยความเพลิดเพลิน จะชอบอ่านหนังสือที่ได้ขบคิด เช่นพวกหนังสือสืบสวน ฆาตรกรรม อ่านแล้วรู้สึกตื่นเต้นดี และได้คิดตามไปด้วย

ถ้าในส่วนของงานแปลล่ะคะ ครูเคทสนใจงานแปลประเภทไหน

               งานแปลเหรอคะ จริงๆเพิ่งได้เริ่มจับงานแปลไปเรื่องเดียว  คือเรื่อง Animal ink เป็นหนังสือของสำนักพิมพ์ The Nationค่ะ ก็แปลแล้วรู้สึกชอบ สนุกดี คือstyleงานเขียนของครูเคท จะเป็นแบบสบายๆแล้วก็สนุกสนานอยู่แล้ว ก็เลยมาจับงานแปลที่ใช้สำนวนสนุกสนาน

-หนังสือในดวงใจและนักเขียนในดวงใจของครูเคทคือใครคะ

          นักเขียนในดวงใจของครูเคทมีเยอะไปหมดเลย แต่ถ้าเป็นหนังสืออ่านเล่นที่เป็นหนังสือในดวงใจคงเป็นหนังสือของคุณปองพล อดิเรกสารคือรู้สึกทึ่งมากเลยที่ท่านเป็นคนไทย แล้วท่านแต่งนวนิยายเป็นภาษาอังกฤษ ท่านเป็นพหูสูตรท่านหนึ่ง ทุกๆเรื่องที่ท่านเขียนท่านจะไปทำresearchมาก่อน แล้วท่านก็เป็นคนที่เล่าเรื่องสนุก คือเวลาที่ครูเคทอ่านหนังสือแล้วมีความรู้สึกว่าเหมือนท่านมาเล่าให้เราฟัง

-หนังสือที่ครูเคทรู้สึกว่ามีอิทธิพลต่อความคิด ทัศนคติบางอย่างและสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของครูเคทได้

ภายหลังจากที่อ่านหนังสือเล่มนั้นค่ะ

            ตอบยากค่ะ เพราะว่าครูเคทไม่ได้ประทับใจหนังสือเล่มไหนเป็นพิเศษ  แต่ว่าหนังสือเล่มนึงที่สมัยเด็กๆครูเคทรักมาก แล้วมันหายไปแล้วและก็ไม่รู้ว่าจะหามันจากที่ไหนอีกน่ะค่ะ  คือหนังสือนิทานกริม ครูเคทคิดว่าหนังสือในท้องตลาด มักเป็นหนังสือที่เป็นเรื่องเล่าแบบฉาบฉวย ไม่ค่อยมีจินตนาการแฟนตาซี ถ้าจะมีก็แฮรี่ พอร์ตเตอร์ ซึ่งมันหนา มันมีหลายตอนจบ แต่นิทานกริมเนี่ย จะจบในเรื่องและไม่ยาว ครูเคทคิดว่าคนที่แปลสมัยก่อน เค้าแปลได้สวยงาม และเป็นหนังสือที่ครูเคทอ่านแล้วประทับใจมาก ทุกวันนี้ยังคงเสียดายว่าหายไปแล้ว  ครูเคทเริ่มอ่านหนังสือนิทานกริมด้วยตัวเองตั้งแต่ประมาณซักป.3มั้งคะ คือก่อนหน้านี้ต้องรบเร้าให้คุณพ่อ คุณแม่เล่าให้ฟัง  เป็นหนังสือเล่มแรกที่ครูเคทอ่านด้วยตัวเองแล้วจบเล่ม ปกติเด็กๆจะอ่านหนังสือไม่จบเล่ม เพราะมันเยอะ มันยาวและบางทีอ่านไม่ออก  หนังสือนิทานกริมเป็นหนังสือเล่มแรกที่ประทับใจ ครูเคทคิดว่าถ้าใครอยากให้เด็กๆรักการอ่าน ถ้าจะลองอ่านหนังสือเล่มแรกที่ทำให้ลูกสามารถอ่านจนจบและเมื่ออ่านเล่มนั้นจบแล้ว เค้าจะมีความกล้าและมีความพยายามอ่านหนังสือเล่มต่อไปจนจบด้วย เพราะเค้ารู้สึกว่าเค้าผ่านการอ่านหนังสือเล่มนั้นมาแล้ว ซึ่งครูเคทก็จะใช้หลักอันนี้กับลูกศิษย์ ลูกศิษย์ที่เรียนภาษาอังกฤษของครูเคทประมาณ99%ไม่เคยอ่าน pocket bookภาษาอังกฤษเลย ครูเคทจึงกระตุ้นให้ลูกศิษย์อ่านหนังสือpocket book ภาษาอังกฤษ และพยามยามกำหนดให้จบในระยะเวลาอันสั้น ประมาณครึ่งต่อครึ่งอ่านจบค่ะ แล้วหลังจากนั้นมันสามารถเปลี่ยนชีวิตของเค้าเลย และเปลี่ยนมุมมอง ทัศนคติของเค้าต่อการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ  คือเค้าไม่เคยเชื่อว่าคนอย่างเค้าจะอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้ พอเค้าอ่านได้ ชีวิตเค้าก็เปลี่ยน คือ 1.เค้าเกิดความเชื่อมั่น 2.เค้ากลายเป็นคนรักการอ่าน และ3.เค้าจะมีวิธีการเรียนรู้ที่เค้าไม่เคยเป็นมาก่อน

-ถ้าครูเคทสามารถย้อนเวลาได้และสามารถเขียนหนังสือถึงตัวเองในวัยเด็กโดยบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองหรือต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในชีวิตที่เกิดขึ้น เช่นช่วงเปลี่ยนผ่านหรือ ช่วงสำคัญๆในชีวิต ครูเคทจะบอกอะไรกับตัวเอง

             ในช่วงเปลี่ยนผ่าน อาจจะเป็นช่วงวัยรุ่นเนอะ ที่มันอาจจะมีอาการสับสนในหัวใจ แต่มันผ่านมานานแล้วนะ อืม..แต่ครูเคทเป็นคนที่โชคดีอยู่อย่างนึง คือในชีวิตก็มีช่วงที่failและมีช่วงที่ล้มลุกคลุกคลานเหมือนคนอื่นๆ แต่ครูเคทเป็นคนที่รับมือกับปัญหาต่างๆได้ง่าย ซึ่งบางทีก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ยกตัวอย่าง เช่น ช่วงตอนวัยรุ่น ครูเคทมีแฟนคนนึงที่รักกันมานาน8ปี ตั้งแต่สมัยที่เป็นนักเรียน แล้วก็อยู่ดีๆวันนึงเค้าก็ไปมีแฟนใหม่ มันก็เป็นอาการช็อคของชีวิต เชื่อมั๊ยคะ ภายในสัปดาห์เดียว ครูเคทสามารถกลับมาเป็นปกติเมือนเดิม คือครูเคทเห็นเด็กวัยรุ่นสมัยนี้รักคุดแล้วฆ่าตัวตาย ครูเคทรู้สึกว่าทำไมเค้าถึงตัดสินใจแบบนั้น ถ้าถามครูเคทว่ารักกับแฟนมา8ปี แล้วถูกทิ้งนั้นhurtมั๊ย ก็คงตอบว่าhurtมากนะ คะ แต่สิ่งแรกที่ครูเคททำก็คือร้องไห้แบบไม่อายเลย ร้องทั้งวันทั้งคืนร้องอย่างเดียวไม่ทำอย่างอื่นแต่ครูเคทไม่ทำร้ายตัวเอง พอคนเราร้องมาถึงจุดๆนึงแล้ว เราก็จะพบว่า เอ๊ะ!เราร้องทำไมเนี่ย เด็กสมัยนี้ครูเคทว่า เค้าไม่ค่อยประเมิณชีวิตตัวเอง เวลามีปัญหาเค้าก็จะตัดสินใจแบบผิดๆ  ถ้าเวลาครูเคทมีปัญหา ครูเคทก็จะนั่งนิ่งๆถ้าอยากร้องไห้ก็ร้องไป จนซักพักก็จะรู้เองว่าร้องไห้ไปก็มี่มีอะไรดีขึ้น หลังจากนั้นพอเริ่มตั้งสติได้ ก็เริ่มหาความช่วยเหลือทันทีค่ะ ครูเคทก็จะปรึกษาเพื่อนสนิทหรือปรึกษาพ่อ แม่    ครูเคทคิดว่าความรักความอบอุ่นของครอบครัวช่วยให้คนที่เป็นทุกข์ ผ่านพ้นปัญหามาได้ดีที่สุด ในช่วงนั้นคุณพ่อ คุณแม่ก็ดูแลเราอย่างใกล้ชิดและเอาใจใส่เราเป็นพิเศษ พักเดียวเองค่ะภายในสัปดาห์เดียว  ครูเคทก็เป็นปกติ และคุณพ่อคุณแม่ก็มีทางออกให้เราเสร็จเรียบร้อยแล้ว คือคุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจส่งครูเคทไปเรียนเมืองนอก ครูเคทก็คิดได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ และก็บอกคุณพ่อ คุณแม่ว่าจะไป การแก้ปัญหานี้ครอบครัวมีส่วนสำคัญที่สุด

                          
 
-ครูเคทมีปัญหาในเรื่องการปรับตัวหรือเรื่องความเคยชินมั๊ยคะ หลังจากที่ต้องไปอยู่เมืองนอก

             ครูเคทอยู่เมืองไทยครูเคทเป็นเด็กที่เรียนเก่งพอไปอยู่เมืองนอก เทอมแรกปรับตัวไม่ได้ ฟังไม่ออก พูดไม่ได้ อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง อันนี้ก็เป็นความทุกข์สุดๆในชีวิตเหมือนกัน ถ้าถามว่าจุดfailในชีวิตคืออะไร ครูเคทเคยได้ Cลบ มา1วิชา ซึ่งทำให้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 3 และติดProvationของปริญญาโท ครูเคทก็ช็อคและก็ร้องไห้ๆ และก็แก้ไขปัญหาโดยการขอความช่วยเหลือทันทีคือ1.คุยกับเพื่อนที่สนิท 2.คุยกับเพื่อนที่รู้จัก 3.ไปปรึกษาอาจารย์ แล้วเราก็จะพบว่าเมื่อเราวิ่งไปหาความช่วยเหลือ เราก็จะได้ความช่วยเหลือ ครูเคทคิดว่าเด็กสมัยนี้มีปัญหาแล้วไม่หาความช่วยเหลือ  หรือหาความช่วยเหลือเพียงจุดเดียวก็คือเพื่อน ครูเคทจะหาความช่วยเหลือจากหลายๆคนที่มีมุมมองที่หลากหลาย และรู้สึกว่าทำให้เรามีกำลังใจ และรูสึกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวเราเริ่มใหม่ และสิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เราแก้ปัญหาได้เร็ว

-ครูเคทมีวิธีการสร้างกำลังใจให้กับตัวเองยังไงคะ

            กำลังใจเหรอคะ ครูเคทคิดว่าคนรอบข้างสำคัญที่สุด คือเมื่อเวลาเรามีปัญหาหรืออะไรก็ตาม ยกตัวอย่างในที่ทำงาน เราจะมาเป็นคนเก่งอยู่คนเดียวในโลกนี้ได้อย่างไร สมมุติว่าเรามีปัญหาเราก็จะเศร้าก่อน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติทั่วไป แล้วหลังจากนั้นครูเคทก็จะวิ่งหาความช่วยเหลือ อย่างเวลาที่ครูเคทรู้สึกตัน นึกอะไรไม่ออก ความช่วยเหลือของครูเคทก็คือ มาจากลูกน้อง มาจากเพื่อนร่วมงาน มาจากเจ้านาย  ครูเคทจะหาความช่วยเหลือจากทุกระดับ ครูเคทจะฟังคนที่สูงกว่า ฟังคนที่เท่ากันและฟังคนที่ต่ำกว่า แล้วมันจะเกิดทางแก้ปัญหา

-ครูเคทมองว่าวัฒนธรรมการอ่านของบ้านเราเป็นยังไงบ้างคะ

            การอ่านของคนไทย ถ้าเอาเฉพาะนศ.ในมหาวิทยาลัยนะคะ ปีนึงนศ.อ่านหนังสือปีละประมาณ30หน้าหรือ300หน้า ครูเคทไม่แน่ใจ แต่ถ้าเทียบกับเวียดนาม ซึ่งเขาอ่านหนังสือ3000หน้า แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าการอ่านของเวียดนามอยู่ในระดับที่สูง แต่การเปรียบเทียบนี้กำลังบอกว่าการอ่านของเวียดนามกับไทยมีความต่างกัน อย่างอเมริกาหรือญี่ปุ่นประชากรเขาอ่านหนังสือปีละประมาณ10เล่ม มันต่างกันหลายเท่า การอ่านหนังสือจะทำให้คนมีทักษะในการค้นคว้าหาความรู้ เท่าที่ครูเคทสัมผัสกับเด็กรุ่นใหม่ก็จะพบว่า เขาอ่านหนังสือน้อยมาก เขาไม่สามารถเห็นภาพรวมทั้งหมดได้ คนที่ไม่อ่านหนังสือจะไม่มีทักษะในการเก็บภาพรวมค่ะ  เพราะฉะนั้นคนที่อ่านหนังสือมาก สมองจะเกิดการเรียนรู้โดยที่ไม่รู้ตัว แล้วมันจะค่อยๆพัฒนาและจับประเด็นได้ และเห็นภาพรวม ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจาก IQ แต่เกิดจากการฝึกฝนการอ่าน คนอ่านหนังสือมากๆจะจับประเด็นเร็ว เรื่องที่น่าเศร้าคือเด็กสมัยนี้ไม่ค่อยอ่านหนังสือ เพราะฉะนั้นเวลาคุยกับเด็กรุ่นใหม่ก็จะพบว่าเขาจับประเด็นอะไรไม่ได้ ระบบคิดไม่ต่อเนื่อง จะพบว่าเด็กรุ่นใหม่พูดเป็นคำๆ และเชื่อมเป็นประโยคไม่ได้ เมื่อเทียบกับคนรุ่นโบราณ ซึ่งเขาจะคิดเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราอย่ามองว่าเป็นภาษาวัยรุ่น ซึ่งไม่ใช่ มันเชื่อมโยงโดยตรงกับพัฒนาการทางสมอง

-บุคคลที่เป็นต้นแบบในด้านการประสบความสำเร็จทางธุรกิจหรือประสบความสำเร็จในชีวิตของครูเคทคือใคร

            สำหรับในด้านธุรกิจคงไม่มี เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำธุรกิจ ทำไม่เป็น ถ้าในด้านโรงเรียนที่ครูเคททำอยู่ก็เข้าใจว่ามันก็เป็นไปของมันตามปกติ ไม่ได้ทำเป็นธุรกิจ มีความรู้สึกว่าตัวเองทำธุรกิจไม่เป็น ถ้าเราเอาสิ่งที่เรารักไปทำเป็นธุรกิจเนี่ย มันจะไม่ใช่สิ่งที่น่ารักอีกต่อไป ทุกวันนี้ครูเคทสอนเพราะอยากสอน แต่ถ้าเราเริ่มทำเป็นธุรกิจแล้ว ครูเคทจะเริ่มเห็นเงินดีกว่านักเรียน เพราะฉะนั้น ถามว่าทำธุรกิจเอาใครเป็นตัวอย่าง คงไม่มี เพราะครูเคททำธุรกิจไม่เป็น

-แล้วในด้านการประสบความสำเร็จในชีวิตละคะ

            คนแรกเลย คงเป็นคุณพ่อ คุณแม่ ครูเคทเรียนรู้แล้วก็ซึมซับอะไรหลายๆอย่างจากคุณพ่อ คุณแม่เยอะมาก ยกตัวอย่างเช่น การที่ครูเคทเป็นคนที่ทำงานหลายงาน แล้วทำงานมาตั้งแต่เด็ก ครูเคทเริ่มทำงานมาตั้งแต่อายุ16 ตอนนั้นครูเคทยังเรียนหนังสืออยู่แต่ก็เริ่มทำงานแล้ว ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าเห็นคุณพ่อ คุณแม่ทำงานอยู่ตลอดเวลา แล้วก็เห็นว่าการที่คุณพ่อ คุณแม่ทำงานแล้วท่านก็เป็นผู้ที่มีหน้ามีตาในสังคม และก็มีชีวิตที่ไม่เดือดร้อน เพราะฉะนั้นครูเคทจึงเห็นค่าของการทำงานตั้งแต่เล็กและคุณพ่อ คุณแม่ก็ไม่สอนให้เราแบมือขอเงิน แต่ท่านสอนให้เราทำงาน ทุกวันนี้ครูเคทก็สอนลูกแบบนี้ ลูกครูเคทก็ทำงานตอนนี้เค้าอยู่ม.1 เค้าเริ่มช่วยแม่ทำงานตั้งแต่อยู่ป.5 ตอนแรกก็ให้เค้าเรียงเอกสาร พอโตมาก็ให้หัดรับโทรศัพท์ที่โรงเรียน และหัดพิมพ์ดีด

-บทบาทความเป็นแม่ของครูเคทที่คนข้างนอกยังไม่ค่อยได้เห็น เป็นแบบไหนคะ

            ครูเคทก็คงเหมือนแม่ทั่วๆไปมั้งคะ เพียงแต่ว่าครูเคทเป็นแม่ที่ไม่โอ๋ลูก ก็เพราะว่าเราจะเลี้ยงลูกอย่างที่พ่อแม่เราเลี้ยงมา แล้วก็จะไม่เป็นแม่ที่คอยประคองลูก หรือจะช่วยประคองก็ต่อเมื่อลูกล้มเท่านั้น ส่วนเค้าจะเตาะแตะไปไหน ก็ปล่อยเค้าไป แต่เราก็จะเฝ้าคอยมองเค้าตลอด

 

 โดย...มีนาภา

จำนวนผู้เข้าชม 1325    
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :