เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
ชั่วฟ้าดินสลาย

 

 

 

ไม่ทันตายก็หมดรักกัน: ชั่วฟ้าดินสลายในมุมมองสตรีนิยม

 

นายกรกฎา บุญวิชัย

 

“ชั่วฟ้าดินสลาย” (๒๔๙๔) ผลงานของเรียมเอง หรือ มาลัย ชูพินิจ นวนิยายขนาดสั้นที่เป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมความรักที่น่าสลดใจที่สุดเรื่องหนึ่งในสังคมไทย เขียนสำแดงอานุภาพความรักและแรงแค้นระหว่างชายหญิงได้อย่างประทับใจตลอดกาล นอกจากนี้ “ชั่วฟ้าดินสลาย” ยังแฝงในเรื่องความไม่เป็นธรรมทางเพศอยู่ด้วย

 

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้เขียนได้หยิบยกเอานวนิยายเรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” มาวิจารณ์ เพื่อให้เห็นแง่มุมอันลุ่มลึกที่แฝงเร้นอยู่ภายใต้นวนิยายยอดนิยมเรื่องนี้ โดยในการวิจารณ์นี้มิได้เป็นไปในทางติเตียนและมุ่งทำลาย ดังในบางวงการที่มุ่งให้ผู้ถูกวิจารณ์ต้องถอยร่นไป การวิจารณ์ที่แท้จริงเป็นพลังสร้างสรรค์ เพราะจุดมุ่งหมายของผู้วิจารณ์คือ การเอื้อให้ผู้ที่ถูกวิจารณ์ได้ยืนหยัดอยู่ต่อไปได้ยาวนานอย่างมีศักดิ์ศรีและสมภาคภูมิ (รื่นฤทัย สัจจพันธุ์, ๒๕๔๗)

 

                ยุพดี เป็นตัวละครเอกฝ่ายหญิงในเรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” เธอเป็นผู้ที่ทำให้คำว่า “ชั่วฟ้าดินสลาย”  นั้นมีความหมาย ยุพดีเป็นตัวละครเอกหญิง ซึ่งอยู่ท่ามกลางสังคมปิตาธิปไตยในปางไม้ของ พะโป้ ดังนั้นจึงน่าสนใจศึกษาตัวละครสตรีผู้นี้ ในแง่มุมสตรีนิยมและการปะทะประสานกับระบอบปิตาธิปไตย

 

                ยุพดีเป็นหญิงสาวผู้มีความคิดแบบสตรีนิยมอย่างชัดเจน กล่าวคือดำเนินชีวิตอย่างที่ใจของตนปรารถนา หล่อนเลือกที่จะหย่าขาดกับสามีที่รสนิยมต่างกัน แทนที่หล่อนจะทนใช้ชีวิตคู่ต่อไปตามขนบของหญิงไทย ด้วยความที่ยุพดีเติบโตมาในสังคมฝรั่ง (โรงเรียนนางชี) จึงได้รับความคิดความเชื่อแบบชาวตะวันตก ซึ่งทำให้หล่อนมีพฤติกรรมทำลายวาทกรรมกุลสตรีแบบไทย ๆ ไปอย่างสิ้นเชิง

 

เธอเป็นหญิงเก่งและเฉลียวฉลาด อย่างไรก็ตามยุพดีก็ยังข้ามไม่พ้นกรอบความคิดแบบ “ปิตาธิปไตย”  แม้ว่ายุพดีซึ่งเป็นผู้หญิงที่ทำลายวาทกรรมกุลสตรีก็ตาม แต่คุณสมบัติที่ยุพดีมีและส่งผลสำคัญต่อเรื่องยังคงเป็นไปตามกรอบเดิม คือสวย สง่า เป็นที่หมายปองของผู้ชาย อีกทั้งยังเก่งงานบ้านงานเรือน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่สังคมชายเป็นใหญ่วางไว้ให้ผู้หญิงดำเนินตาม จึงทำให้นวนิยายเรื่องนี้ก้าวไปไม่สุดของความเป็นสตรีนิยม

 

นวนิยายเรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” น่าสนใจเมื่อเราเปลี่ยนมุมมอง โดยมองจากตัวละครเอกหญิงอย่างยุพดี ทำให้นวนิยายเรื่องนี้มีอีกหนึ่งความหมายนอกเหนือจากมุมมองแบบชายเป็นใหญ่ครอบงำให้เรามอง การมองโดยสวมแว่นของผู้หญิงทำให้ความหมายหรือสารเปลี่ยนแปลงไป จึงเรียกว่าการมองแบบนี้ว่า “สตรีนิยมแนวรื้อสร้าง”

 

                แนวคิดของทฤษฎีรื้อสร้างคือการ “รื้อ” ความหมายตามโครงสร้าง (ปิตาธิปไตย) และ “สร้าง” ความหมายใหม่ให้กับตัวบท โดยเชื่อว่าภายใต้การใช้ภาษาผ่านตัวบทนั้นมีบางสิ่งบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ จึงทำให้ตัวบทมิได้มีความหมายที่ตายตัว เหมือนอย่างที่โครงสร้างนิยมได้อธิบาย ทฤษฎีการรื้อสร้างนี้ทำให้ผู้อ่านมองเห็นว่า การ “รื้อ” ความหมายที่ครอบงำความคิด แล้วดึงเอาความหมายรองที่ซ่อนอยู่ออกมา อาจ “สร้าง” มิติ มุมมองใหม่ ๆ ที่เรากำลังค้นหาอยู่ (อิราวดี ไตลังคะ, ม.ป.ป.)

 

สตรีนิยมแบบรื้อสร้าง

 

นวนิยายเรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องแบบการเล่าเรื่องย้อนหลัง (Flashback) เริ่มเรื่องโดย ข้าพเจ้า เดินทางไปที่ปางไม้กลางป่าของพะโป้ ได้ยินเสียง ส่างหม่อง (ตัวละครเอกฝ่ายชาย) และมาทราบเรื่องต่างๆ ผ่านการเล่าของทิพย์ ซึ่งมุมมองของทิพย์เป็นมุมมองการเล่าแบบรู้รอบด้าน (The omniscient) ที่ค่อนข้างเชื่อถือได้

เมื่อพิจารณาตามแนวคิดสตรีนิยมแบบรื้อสร้างแล้ว ประเด็นแรกคือการสมรสใหม่ของพะโป้ ดังที่ ทิพย์เล่าถึงเรื่องราวที่พะโป้เคยแต่งงาน แล้วภรรยาถึงแก่กรรม จากนั้นพะโป้ไม่จริงใจกับหญิงคนใดอีกเลย จนกระทั่งได้มีโอกาสมาทำธุระที่กรุงเทพฯ จึงได้พบกับยุพดีและเข้าพิธีวิวาห์ ก่อนพะโป้จะพายุพดีไปใช้ชีวิตคู่อยู่ที่ปางไม้

 

ส่วนส่างหมองเป็นหลานชายที่พะโป้รักประหนึ่งลูกในไส้ ตั้งแต่เริ่มเรื่องทิพย์ให้ภาพของส่างหม่องเป็นคนดีอย่างมาก การให้ภาพส่างหม่องของทิพย์ ทำให้ยุพดีเป็นคนร้าย และส่างหม่องตกอยู่ในฐานะเหยื่อ ซึ่งเป็นมุมมองจากสังคมชายเป็นใหญ่ที่ไม่ให้โอกาสยุพดีแก้ตัว ผ่านการเล่าเรื่องของทิพย์ว่า “...มันมิใช่ความผิดที่ส่างหม่องเป็นผู้ก่อขึ้นก่อน ลักษณะและอุปนิสัยใจคอของชายคนนี้ มิใช่ลักษณะและอุปนิสัยใจคอของคนที่คอยฉวยโอกาส จะทรยศต่อผู้มีพระคุณของตน...” (๒๕๔๒: ๒๐)

                การให้ภาพของทิพย์ ทำให้ยุพดีเป็นฝ่ายยั่วยวน เป็นหญิงร้ายที่ทำให้ส่างหม่องชายผู้มีศีลธรรมกลับกลายเป็นคนเลวไปได้ ซึ่งมิได้ให้ความเป็นธรรมแก่ยุพดี (ตัวละครสตรี) เนื่องจากเป็นมุมมองของผู้ชายที่พิพากษาผู้หญิง โดยละเลยความจริงที่ว่าทั้งพะโป้และส่างหม่องเป็นฝ่ายลุ่มหลงในตัวยุพดีเอง

 

                การที่ส่างหม่องเข้ามาอยู่ร่วมกับพะโป้และยุพดี ทำให้เขารู้สึกอึดอัดและอาย เพราะบางครั้งยุพดีอาหญิงผู้สวยสง่าทำกับเขาเหมือนกับเด็กน้อย ซึ่งเป็นกระบวนการทำให้เป็นเด็กทารก (Infantilization) คือการทำให้บุรุษเป็นเด็กทารก อาจมองได้ว่าเป็นการคุกคามอำนาจปิตาธิปไตย ทำให้อำนาจปิตาธิปไตยรู้สึกไร้อำนาจ การที่ส่างหม่องกระทำกลับยุพดีด้วยการมีเพศสัมพันธ์ จึงเป็นการทวงคืนอำนาจปิตาธิปไตยบนเรือนร่างของสตรีที่ทำให้อำนาจปิตาธิปไตยสั่นคลอน  

 

ยุพดีเป็นผู้ใหญ่เกินอายุ เธอมีเสน่ห์ในการคบหาสมาคมและปกครองตนเองได้อย่างดี อีกทั้งเธอยังรักการอ่านหนังสือ และรอบรู้เรื่องทั่วไปอย่างดี เช่น การปฐมพยาบาล การบ้านงานเรือน งานครัว หล่อนสามารถผูกมัดน้ำใจของบรรดาหญิงที่เคยเป็นเมียพะโป้ ยุพดีมีคุณสมบัติแบบเดียวกับผู้ชาย สามารถปกครองอาณาจักรแทนพะโป้ได้ อาจเป็นได้ว่า ยุพดีมีความสามารถในการเป็นผู้ปกครองเช่นเดียวกับพะโป้

 

การกำจัดยุพดีของพะโป้อย่างรุนแรง อาจตีความได้ว่า เป็นความหวาดกลัวของปิตาธิปไตยที่เห็นว่าผู้หญิงสามารถขึ้นมาแทนตนได้ จึงต้องกำราบไว้และทำให้เห็นว่าผู้หญิงเป็นผู้อ่อนด้อยทางศีลธรรม ยึดอารมณ์เป็นใหญ่ เป็นผู้ทำผิด (การผลิตมายาคติว่าผู้หญิงด้อยกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้ชายกลัวความจริงที่ว่าผู้หญิงสามารถทำหน้าที่เดียวกับตนได้) การกำจัดยุพดีของพะโป้อาจเป็นการกำจัดนักสตรีนิยมในอาณาจักรปิตาธิปไตย เนื่องจากยุพดีไม่มีลักษณะหัวอ่อน ว่าง่าย ตามขนบกุลสตรีดั้งเดิม หากแต่ควบคุมปกครองได้ยาก

 

ยุพดีเป็นหญิงเฉลียวฉลาด พะโป้จึงสนับสนุนยุพดีในการทำให้ส่างหม่องกล้าที่จะเข้าสังคมดังที่ว่า “...ฉันต้องการให้หลานชายของฉันเป็นผู้ชายไม่ใช่สนิมสร้อยที่กลัวกระทั่งผู้หญิง...” (๒๕๔๒: ๓๑) จากบทสนทนาที่ยกมานี้แสดงให้เห็นว่า พะโป้วางยุพดีในฐานะแม่และผู้สนับสนุนผู้ชาย (Supporter) ไม่ใช่ผู้นำ (Leader) แต่เมื่อยุพดีสามารถกุมอำนาจและผูกใจคนได้มากขึ้น รวมถึงมีอำนาจเหนือส่างหม่อง อำนาจปิตาธิปไตยของเขาจึงสั่นคลอน สะท้อนว่าผู้ชายเท่านั้นที่พะโป้เห็นว่าควรออกหน้าเป็นผู้นำหรือผู้ปกครอง แต่ยุพดีมีลักษณะเหมือนราชินีที่ใช้ราชโอรส (ส่างหม่อง) เป็นหมากบังหน้าในการยึดอำนาจ

 

การก่อขบถต่อขนบกุลสตรีไทย

 

ต่อไปนี้จะวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างส่างหม่อมกับยุพดี เพื่อดูว่ายุพดีคือคนที่มีรักแท้ชั่วฟ้าดินสลาย แต่กลับถูกสังคมปิตาธิปไตยพิพากษาว่าเป็นตัวร้าย ผู้หญิงที่ไม่รู้จักพอ หรืออาจจะตีความได้อีกทางหนึ่งคือการเป็นตัวร้ายของยุพดีที่สังคมชายเป็นใหญ่มอบให้ คือการเป็นตัวร้ายที่ทำลายอำนาจปิตาธิปไตยนั้นเอง

 

                หลังจากนั้นความโชคร้ายย่างเข้ามาถึงส่างหม่องในคราวที่ออกไปสำรวจป่ากับพะโป้ เป็นโอกาสให้ยุพดีได้เข้ามาพยาบาล เนื่องจากส่างหม่องเป็นไข้ป่า และถูกเนื้อต้องตัวส่างหม่องได้มากขึ้น

“...หล่อนเอื้อมมือมาลูบที่หน้าผากของเขา แล้วก็ลูบเลยไปที่ผมด้วยกิริยาปรานีอย่างที่มารดาจะพึงแสดงต่อบุตร...” (๒๕๔๒: ๓๖)

 

                “...ส่างหม่องหน้าแดงเรื่อขึ้นมาโดยบอกเหตุผลไม่ได้…” (๒๕๔๒: หน้าเดียวกัน)

 

                “… “ถ้าดิฉันรักษาอีกวิธีหนึ่ง เธอจะหายเร็วกว่านี้” ยุพดีหัวเราะอย่างสัพยอก แล้วหล่อนก็จากไป...” (๒๕๔๒: หน้าเดียวกัน)

 

                “...หล่อนเดินเข้ามาใกล้เตียงของเขาแล้วเอื้อมไปลูบศีรษะอีก...” (๒๕๔๒:  ๓๘)

 

“... “อย่า” ส่างหม่องเบือนหน้าหนี “ทำไมล่ะ” “มัน…มันไม่ดี เผื่อใครเข้ามาเห็น”...” (๒๕๔๒: หน้าเดียวกัน)

 

“...“คุณยุพดีดูเหมือนจะลืมไปว่าผมเป็นผู้ชาย และโตแล้ว ไม่ใช่เด็กอายุ ๕-๖ ขวบ” “อุ๊ย ตาย!”…” (๒๕๔๒: หน้าเดียวกัน)

 

“... “คุณยังไม่รู้จักผู้ชายดีพอ

 

 

“หรือคะ?” ยุพดีหันมามองดูเขาอย่างเยาะๆ…” (๒๕๔๒: ๓๙)

 

                ยุพดีเจนจัดในเรื่องเพศและความสัมพันธ์ ส่างหม่อมจึงทนไม่ได้กับการกระทำเหมือนเขาเป็นเด็ก ซึ่งเป็นการสั่นคลอนอำนาจความเป็นชาย ยุพดีรู้ในจุดอ่อนนี้ จึงนำมายั่วยุให้ส่างหม่อมเป็นฝ่ายรุกต่อเธอ ผู้ที่รู้ไม่เท่าทันคือส่างหม่อง ในขณะที่ยุพดีเหนือกว่าและเป็นผู้คุมเกมความสัมพันธ์แบบเหนือชาย เป็นการกลับบทบาทที่ตามปกติผู้ชายควรเป็นฝ่ายรุก จึงทำให้ยุพดีมีลักษณะเป็นชาย และส่างหม่อมถูกทำให้เป็นหญิง (Feminized) ส่างหม่อมจึงสูญเสียอำนาจความเป็นชาย ยุพดีรับเอาอำนาจความเป็นชายไว้ในตัว ด้วยเหตุนี้ผู้ชายจึงต้องกำจัดผู้หญิงที่มีแนวโน้มเป็นชาย (ทำสิ่งเดียวกับที่ชายทำได้เท่าเทียมกัน) เพื่อรักษาระบบโครงสร้างปิตาธิปไตย

 

เหตุการณ์ได้ทวีความตื่นเต้นมากขึ้นเมื่อยุพดีหายออกไปจากบ้าน โดยคนงานได้กลิ่นของสาบเสือ จึงสั่งให้ทุกคนกลับเข้าไปอยู่ในที่ปลอดภัย แต่ไม่พบยุพดี จนส่างหม่องไปพบว่าเธอเล่นน้ำเปลือยกายอยู่คนเดียวที่น้ำตก ส่างหม่องขอร้องแกมบังคับให้เธอขึ้นจากน้ำ ตอนนี้จะเห็นได้ว่ายุพดีเริ่มยั่วยวนส่างหม่องมากขึ้น (อิงอร สุพันธุ์วณิช, ๒๕๕๔: ๘๒) ดังคำพูดของยุพดีที่ว่า

 

“... “เอาละ ที่นี้ยื่นมือลงมาให้ฉันที อย่าทำสะอิดสะเอียนเหมือนกับว่าฉันเป็นกิ้งกือไส้เดือนอย่างนั้นหน่อยเลย” ...” (๒๕๔๒: ๔๓)

 

“... “อ้อ…เพราะคิดว่าบางทีเธออาจจะตามมาอาบน้ำกับฉันอีกคน”

 

“แต่บางทีมันอาจจะจริงของเธอที่ว่าฉันไม่รู้จักผู้ชายดีพอ ผู้ชายที่… เอ้อ…ที่ขี้ขลาดตาขาวอย่างนี้” ...” (๒๕๔๒: หน้าเดียวกัน)

 

                จากนั้นส่างหม่องก็ทนแรงยั่วยุของยุพดีไม่ได้จึงรวบยุพดีจากข้างหลังอย่างกะทันหัน  หลังจากนั้นส่างหม่องได้พูดกับยุพดีว่า

 

“... “คุณไม่มีสิทธิ์อะไรที่พูดกับผมอย่างนั้น” เสียงที่พูดดุดันเป็นคนละคนกับส่างหม่องเมื่อสักครู่ “รู้ไหมว่าผมพยายามต่อสู้กับตัวของผมมาตั้งแต่แรกเห็นหน้าคุณ เป็นความผิดของคุณเองจะโทษผมไม่ได้ ถ้าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป” ...” (๒๕๔๒: ๔๔)

 

                จากคำพูดข้างต้นเป็นการป้ายความผิดของปิตาธิปไตยให้กับผู้หญิง เพื่อกลบทับความอ่อนแอของปิตาธิปไตย สะท้อนความอยุติธรรมที่สังคมชายเป็นใหญ่สร้างขึ้น ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเพศ และความอยุติธรรมต่อสตรี

 

จะเห็นว่า “เรียมเอง” ได้ปูพื้นมาให้เห็นว่าความผิดเป็นของผู้หญิงที่ยั่วยวนและให้ท่า ผู้ชายเป็นฝ่ายสะกดกลั้นความรู้สึกแล้ว แต่ไฟอะไรจะร้อนแรงยิ่งไปกว่าไฟราคะ (อิงอร สุพันธุ์วณิช, ๒๕๕๔: ๘๓) จนสุดท้ายยุพดีและส่างหม่องลักลอบเป็นชู้กัน ทั้งคู่ก็ลอบเป็นชู้กันอีกหลายครั้งจนพะโป้ทราบความจริง

 

                เมื่อพะโป้จับได้ แรงรักแรงแค้นทำให้พะโป้ตัดสินใจให้ยุพดีและส่างหม่องอยู่ด้วยกันไป “ชั่วฟ้าดินสลาย” ด้วยการใช้กุญแจล่ามมือทั้งสองไว้ด้วยกัน “...ต่อจากนี้ไปจะไม่มีอะไรมาพรากเอ็งและเขาไปจากกันได้...” (๒๕๔๒: ๕๗) การล่ามโซ่ยังตีความได้ว่าเป็นการทำให้เป็นทาส ซึ่งหมายถึงการทำให้ผู้หญิงเป็นทาสของผู้ชาย และยังเป็นการกุมอำนาจของผู้ชายด้วยกันเองอีกด้วย เพราะพะโป้ต้องการมีอำนาจสูงสุด ซึ่งธรรมชาติของวาทกรรมและอำนาจปิตาธิปไตยจะไม่เลือกหน้า แม้แต่ผู้ชายเองก็ตกอยู่ภายใต้วาทกรรมและอำนาจของปิตาธิปไตย

 

                เมื่อแรกทั้งสองก็หวานชื่น เริงรื่นไปตามทิวไม้ สายธาร น้ำตก ธรรมชาติ ป่าเขา ออดอ้อนฉอเลาะรัก แต่เมื่อนานเข้าความรักและตัณหาก็ยังคงอยู่ สิ่งที่ขาดไปคือความเป็นอิสระ เมื่อลอบได้เสียกันมันก็สนุกดี แต่เมื่อมีโอกาสอยู่ด้วยกันจริงๆ ตลอดเวลา นานวันเข้าอารมณ์และธาตุแท้ก็เริ่มออกมา เริ่มเกิดความรำคาญ การสัมผัสกลายเป็นชิงชัง (อิงอร สุพันธุ์วณิช, ๒๕๕๔: ๘๓)  

 

ถึงกระนั้นยุพดียังรักส่างหม่อง “....ยุพดีหวนไปคิดถึงความหลัง เกิดพิศวาสส่างหม่องขึ้นมา ผวาเข้ากอดเขาไว้ ชายหนุ่มตกใจสะดุ้งตื่นขึ้นก็หัวเสีย สะบัดหล่อนออกไปโดยแรงแล้วหันหลังให้...” (๒๕๔๒: ๖๑) จากคำบรรยายข้างต้นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าแม้การอยู่ด้วยกันตลอดเวลาของส่างหม่องและยุพดีจะก่อให้เกิดความเบื่อหน่าย รำคาญใจก็ตาม แต่ยุพดียังคงรักและพิศวาสส่างหม่อง แต่ส่างหม่องหมดซึ่งความรู้สึกนั้นต่อยุพดีไปแล้ว ซึ่งจากบทบรรยายนี้ก็ไปสนับสนุนการมีรักแท้ชั่วฟ้าดินสลายของยุพดีเช่นกัน  

 

เช่นเดียวกับตอนที่ส่างหม่องลากยุพดีไปหาพะโป้ บ่นอยากตายดีกว่าอยู่อย่างทรมาน “...มันเป็นการฆ่ากันอย่างเลือดเย็นชัดๆ...” “...ขอความตายให้ผมยังจะดีเสียกว่า...” (๒๕๔๒: ๖๒) ส่างหม่อมถูกกลับบทบาทให้ภาพเป็นหญิง งี่เง่า อ่อนแอ ร้องไห้ กลัวตาย “...หลานชายได้ฟังก็เงยหน้าขึ้น นัยต์ตาทั้งคู่ขุ่นเขืองปราศจากแววเหมือนคนวิกลจริต เขาลากหญิงสาวถูลู่ถูกังตรงไปยังโต๊ะตัวนั้น ตาลีตาลานเปิดลิ้นชัก หยิบปืนพกเล็กๆ ที่วางอยู่ข้างในขึ้นมาดูด้วยดวงตาอันพองโตแล้วขว้างลงกับพื้น  สะอื้นฮักๆ “ฉันอยากอยู่ ยังไม่อยากตาย ชีวิตของฉันยังหนุ่มเกินไปที่จะตาย” ...” (๒๕๔๒: ๖๒-๖๓)  ในขณะที่ยุพดีเข้มแข็ง นิ่งสงบ ไม่คลุ้มคลั่ง  “...แต่มิได้เหลียวไปทางภรรยาซึ่งยืนก้มหน้าทอดอาลัยตายอยากในชีวิตอยู่ใกล้ ๆ กัน...” (๒๕๔๒: ๖๒) ขับเน้นให้เห็นภาพว่ายุพดีเป็นชาย ส่างหม่อมเป็นหญิง ยิ่งทำให้ปิตาธิปไตยต้องกำจัดยุพดี

 

                ต่อมายุพดีตั้งครรภ์เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายลง ส่างหม่องกลับไปขอ “กุญแจ” (ปืน) แต่พะโป้บอกว่าฝ่ายใดลั่นปืนกระบอกนั้นออกไปจะต้องถูกนำตัวส่งเจ้าหน้าที่ทันทีฐานฆ่าคนตาย พะโป้เข้าใจธาตุแท้ของส่างหม่องดีที่มาขอปืน เพราะคิดว่าจะใช้ปืนฆ่ายุพดี แต่ความขี้ขลาดและเจ้าเล่ห์ของส่างหม่อง ส่างหม่องไม่กล้าฆ่าตัวตาย แต่กลับไปล่อลวงยุพดีด้วยอาการ “ละมุนละม่อมและอ่อนโยน” (อิงอร สุพันธุ์วณิช, ๒๕๕๔: ๘๔) พร้อมทั้งพูดจาเอาใจยุพดีว่า น่าสงสารที่ยุพดีจะอยู่อย่างไรเมื่อไม่มีเขา

 

ยุพดีตัดสินใจจะจากไป แต่ส่างหม่องบอกให้อยู่ต่อเพื่อลูก และส่งปืนให้ยุพดี โดยนัยว่าขอให้ยุพดียิงเขาให้ตาย “...คุณสะดวกกว่าผมเพราะมือของคุณว่าง… พูดพลางยกแขนขึ้นโอบไหล่หล่อนไว้ ก้มจูบที่ตรงหน้าเบาๆ เป็นครั้งสุดท้าย ระวังเลือกที่เหมาะๆ หน่อย หน้าอกของผมอาจจะเหนียว ตรงขมับแหละดี...” (๒๕๔๒: ๖๗)

 

                การที่ส่างหม่องพูดว่า “ตรงขมับแหละดี” เป็นนัยบอกยุพดีว่าถ้าอยากจะตายเร็วๆ ก็ควรยิงตรงขมับจะได้ตายทันที (ขมับของยุพดี) เพราะส่างหม่องรู้จักยุพดีว่ารักเขาจนไม่อยากเห็นเขาทรมานมากเกินไป ซึ่งเป็นความเห็นแก่ตัวของปิตาธิปไตยที่ล่อหลอกให้ผู้หญิงทำตาม เป็นภาพแทน (Representation) ของระบอบชายเป็นใหญ่ที่ผลิตวาทกรรมกุลสตรี และโน้มน้าวแกมบังคับให้สตรีทำตามเพื่อผลประโยชน์ของชายเป็นสำคัญ แต่มักจะบอกว่าเพื่อประโยชน์ของหญิงเอง

 

                เราจะเห็นได้ว่าแท้จริงแล้ว “เรียมเอง” ต้องการเสนอให้เห็นว่าระหว่างหญิงกับชายใครจะมีรักแท้มากกว่ากัน ในเรื่องนี้ ยุพดีมีรักแท้ให้ส่างหม่อง จนยอมเสียสละชีวิตตัวเองและลูก ส่างหม่องเห็นแก่ตัวมากกว่าจะรักใครจริง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเพราะกามารมณ์เท่านั้น และโทษยุพดีว่าเป็นคนล่อลวง
พะโป้รักแต่ตัวเอง ไม่ให้อภัยทั้งเมียและหลาน และเป็นผู้พิสูจน์ว่า “รักชั่วฟ้าดินสลาย” ไม่มี มีแต่เล่ห์ลิ้นลมลวง (อิงอร สุพันธุ์วณิช, ๒๕๕๔: ๘๕)

 

การตายของยุพดีสามารถตีความได้ ๒ ทาง คือ หนึ่ง การตายของยุพดีเป็นสิ่งที่ยืนยันว่ารักแท้ชั่วฟ้าดินสลายไม่มีอยู่จริง เพราะแท้จริงแล้วยุพดีเป็นคนเดียวในเรื่องที่มีรักแท้ แต่ก็ต้องถูกทำให้ตาย และสอง คือยุพดีอาจจะกลัวสันดานของตัวเองจะเป็นแบบเดียวกับส่างหม่องผู้เห็นแก่ตัวก็เป็นได้ จึงเลือกการตายเพื่อเก็บความรักแท้ชั่วฟ้าดินสลายนี้ให้เป็นอมตะ

 

ถึงจะตีความไปในทางใด คำตอบท้ายที่สุดมีเพียงอย่างเดียวคือ รักแท้ชั่วฟ้าดินสลายไม่มีอยู่จริง เรื่องนี้จึงมิใช่เรื่องรักพาฝันหวานแหววเท่านั้น แต่ “เรียมเอง” ได้ตีแผ่จิตใจมนุษย์ออกมาได้อย่างแจ่มชัด ยามรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน เอาใจสารพัด (พะโป้, ส่างหม่อง) ยามชังก็ไม่ยอมให้อภัย กลับโทษอีกฝ่ายว่าเป็นต้นเหตุทำให้ผู้ชายต้องผิดหวัง

                “เรียมเอง” ปูพื้นมาอย่างดีและมีการหักมุมอย่างกระชากใจ เพราะให้ภาพยุพดีผู้ร่าเริง ฉลาด และร้อนสวาท ในที่สุดเธอกลับเป็นคนเสียสละชีวิตเพื่อความรักนั้น ขณะที่ส่างหม่องเหนียมอายดูเหมือนถูกยั่วยวนจนยั้งใจไม่อยู่ต้องเป็นชู้กับยุพดี แต่ธาตุแท้ก็เปิดเผย  “เรียมเอง” ใช้บทสนทนาเพื่อให้ผู้อ่านเห็นว่าส่างหม่องเป็นคนดีและยุพดีเป็นคนเลวที่เป็นฝ่ายยั่วยวน และยังจะมาฆ่าส่างหม่อง แต่เหตุการณ์พลิกผัน ยุพดี “...จ่อปากกระบอกปืนเข้าที่ขมับ และลั่นไก…ขมับของหล่อนเอง...” (๒๕๔๒: ๖๘)

                ผู้อ่านจะเห็นว่าส่างหม่องเห็นแก่ตัวและเลวอย่างที่สุด วางแผนการจนทำให้ยุพดีเคลิบเคลิ้มเชื่อว่าส่างหม่องรักจริงจนเสียสละยิงตัวตาย นอกจากนี้ความเห็นแก่ตัวของส่างหม่องยังไม่จบลง เพราะพะโป้ไม่ยอมไขกุญแจให้ส่างหม่อง ทิ้งให้ส่างหม่องอยู่กับศพยุพดี จนส่างหม่องกลัวจนถึงที่สุด (เสียสติ)  ต้องคว้ามีดมาตัดมือศพยุพดีให้ขาดออก “...เฉือนมือศพซึ่งมันต้องนอนอยู่ด้วยตลอดทั้งคืน มาได้มีดเอาก็จนเช้ารุ่งขึ้น...” (๒๕๔๒: ๗๐) และส่างหม่องวิ่งเสียสติเข้าไปในป่าโดยไม่คิดแก้แค้นพะโป้ กลับทำตัวเป็นทาส (เหมือนสัตว์) ที่จงรักภักดีต่อพะโป้ ซึ่งเป็นการปราบปรามลูกชายจากพ่อ และการดำรงอำนาจของพ่อสืบไป (การไม่ยอมไขกุญแจ) พะโป้ทำให้ส่างหม่องไม่เป็นคน เพื่อให้ตนมีอำนาจสูงสุดเพียงคนเดียว

 

                ส่างหม่องผู้หมดความทระนงหมดความเป็นคน เหมือนสัตว์นรกที่อยู่ในคราบของคน  ส่างหม่องไม่เคยรักใครมากกว่าตนเอง “...เป็นความผิดของคุณเองจะโทษผมไม่ได้ ถ้าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป...” (๒๕๔๒: ๔๔) เมื่อยุพดีตาย “...ส่างหม่องหมดความเคารพตนเองและความเป็นผู้ชายโดยสิ้นเชิง มันเป็นการเปิดหน้ากากและเปลือยสัญชาตญาณอันแท้จริงของมนุษย์เราออกจากการปกคลุมของการศึกษาและอารยธรรม ยิ่งนานวันส่างหม่องยิ่งทำตัวดิ่งต่ำลงไปจนเกือบจะอยู่ในฐานะของสัตว์เดรัจฉาน...” (๒๕๔๒: ๗๑)  

 

เมื่อเรามองในสายตาของยุพดีซึ่งเป็นตัวละครเอกหญิง ทำให้เกิดความรู้สึกรื้อสร้างความหมายเดิมไปโดยสิ้นเชิง การตายของยุพดีเป็นการตายเพื่อธำรงศักดิ์ศรีของสตรีนิยม ในขณะที่ส่างหม่องสูญเสียความเป็นชาย สูญเสียความเป็นคน กลายเป็นสัตว์ การตายของเธอจึงยังคงเป็นการโต้กลับปิตาธิปไตย

 

                “เรียมเอง” ต้องการบอกผู้อ่านว่า ชั่วฟ้าดินสลายนั้นไม่มีและไม่อาจเป็นไปได้ มีแต่กามารมณ์เท่านั้นและระหว่างหญิงกับชายใครมีรักแท้มากกว่ากัน ยุพดีในเรื่องนี้คงให้คำตอบแก่ผู้อ่านแล้วว่าใครมีรักแท้และเสียสละอย่างจริงใจ ยุพดีผู้ยังไม่รู้จักผู้ชายอย่างส่างหม่องแบบแท้จริง และไม่รู้ว่าส่างหม่องชายที่ขี้ขลาดตาขาวเป็นอย่างไร ยุพดีต้องเสียชีวิตเพราะอยากจะมีรักชั่วฟ้าดินสลาย

 

                ตามแนวคิดของปิตาธิปไตยจะแบ่งสตรีเป็นสองแบบ (ในความคิดชาย) คือแม่พระ (Madonna) กับโสเภณี (Whore) ดังนั้นผู้หญิงที่ไม่สามารถจัดเข้ากรอบแม่พระหรือโสเภณีได้ จึงมีความคลุมเครือ ทำให้สังคมชายเป็นใหญ่ต้องกำจัดผู้หญิงกลุ่มนี้ไปเพื่อจัดระเบียบสตรีให้เข้าสองประเภทตามเดิม ซึ่งในที่นี้ยุพดีคือสตรีที่มีทั้งส่วนแม่พระ (งานบ้านงานเรือน ความเป็นแม่ การดูแลครอบครัว) และส่วนโสเภณี (ยั่วยวน ชู้ มากความสัมพันธ์) จึงทำให้กรอบสตรีสองประเภทนี้เบลอไป ไม่ชัดเจน เธอจึงต้องถูกกำจัดไปโดยอำนาจปิตาธิปไตยผ่านพะโป้และการชี้นำให้ฆ่าตัวตายจากส่างหม่อง เพื่อจัดประเภทของสตรีให้เข้ารอยเดิม แบบที่ปิตาธิปไตยต้องการให้เป็น

 

                สุดท้ายแล้วคำว่า “ชั่วฟ้าดินสลาย” อาจหมายถึง อำนาจปิตาธิปไตยที่คงอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย เพราะกำจัดสตรีที่ขบถต่ออำนาจไปหมดแล้ว และอาณาจักรของพะโป้ก็เป็นอาณาจักรของชายเป็นใหญ่ตามเดิม  

 

 

บรรณานุกรม

เรียมเอง. ๒๕๔๒. ชั่วฟ้าดินสลาย. กรุงเทพฯ: ประพันธ์สาส์น.

อิงอร สุพันธุ์วณิช. ๒๕๕๔. ผู้หญิงกับสังคมไทย: ภาพสะท้อนจากวรรณกรรม. กรุงเทพฯ:
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

จำนวนผู้เข้าชม 916    
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :